บนเส้นทางการทำงานวิจัยที่มีมิติจิตวิญญาณ: รายงานโครงการวิจัย การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ร่วมสร้างสรรค์ระเบียบวิจัยแบบ Spirituality
- May 10
- 1 min read
Updated: 2 days ago
ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา ชวนอ่าน "บนเส้นทางการทำงานวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณ" โดย ผศ.ดร.สมสิทธิ์ อัสดรนิธี ผู้ก่อตั้ง Homemade 35
โดยการทำงานวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณนี้ เป็นแนวทางการแสวงหาความรู้ที่มุ่งทำความเข้าใจความจริงอย่างเป็นองค์รวม โดยไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากโลกภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ภายใน ความตระหนักรู้ และการเปลี่ยนแปลงของตัวผู้วิจัยเองระหว่างกระบวนการศึกษา
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าผู้วิจัยไม่สามารถแยกตนเองออกจากสิ่งที่ศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การรู้จักและเข้าใจตนเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์ความรู้
คุณลักษณะสำคัญของการวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่
การตระหนักรู้ในตนเอง
การมีสติและการสังเกตภายใน
การเชื่อมโยงกับผู้อื่นและระบบชีวิตที่กว้างใหญ่กว่า
การเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตทางจิตใจที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการวิจัย
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการค้นพบคำตอบหรือข้อสรุปทางวิชาการ แต่รวมถึงการพัฒนาคุณภาพภายในของผู้วิจัยและการเข้าถึงความหมายที่ลึกซึ้งของชีวิต
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากงานวิจัยกระแสหลักที่มักเน้นความเป็นกลาง การวัดผล และการพิสูจน์เชิงเหตุผล เพราะงานวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณให้คุณค่ากับการบันทึกประสบการณ์ การเล่าเรื่อง การใคร่ครวญ และการสะท้อนตนเอง (Reflection) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงความเป็นจริงในมิติที่ตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณอาจไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วน
การสังเกตตนเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้วิจัยต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด และอคติที่อาจส่งผลต่อกระบวนการสร้างความรู้
อีกแนวคิดสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้กับ “ความไม่รู้” (Not Knowing) ผู้วิจัยต้องเรียนรู้ที่จะชะลอการตัดสิน ไม่รีบสรุป และยอมรับความไม่แน่นอน เพื่อเปิดโอกาสให้ความจริงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากการสังเกตและการดำรงอยู่ร่วมกับปรากฏการณ์อย่างลึกซึ้ง
การเปิดรับความไม่รู้เช่นนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การพบกันอย่างจริงแท้” (Encounter) ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นระหว่างผู้วิจัยกับสิ่งที่ศึกษา โดยไม่ถูกครอบงำด้วยกรอบความคิดหรือทฤษฎีที่มีอยู่เดิม
การทำวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณยังให้ความสำคัญกับการทำงานภายใน (Inner Work) ผ่านการฝึกสติ การใคร่ครวญ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติและผู้คนรอบตัว
กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้ผู้วิจัยพัฒนาความเข้าใจตนเอง เกิดความอ่อนน้อมต่อความจริง และสามารถมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสรรพสิ่งได้มากขึ้น
โดยสรุป การวิจัยที่มีมิติทางจิตวิญญาณเป็นกระบวนการสร้างความรู้แบบ Inside-Out ที่เริ่มต้นจากการตระหนักรู้ภายในตนเอง แล้วขยายไปสู่ความเข้าใจต่อผู้อื่น สังคม และโลกอย่างเป็นองค์รวม คุณค่าของงานวิจัยจึงไม่ได้อยู่เพียงองค์ความรู้ที่ค้นพบ แต่ยังอยู่ที่การเติบโตทางจิตใจ ความมีชีวิตชีวา และความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับโลกที่ดำรงอยู่ร่วมกันอีกด้วย
อ่านรายงานวิจัยฉบับเต็มที่
ดูวิดีโอย้อนหลังที่
ภาพประกอบโดย กุลระวี สุขีโมกข์ ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา




Comments