T3-8 | เวิร์กชอป “พระ-พุทธะ-ทำ-เพื่อสังคม”
- Jitwiwat
- Apr 10, 2025
- 3 min read
Updated: Aug 23, 2025
1 มี.ค. 68 13:00-15:00 น. ห้องประชุมชั้น 11 โรงแรมทริปเปิ้ลวาย สามย่านมิตรทาวน์
เจ้าภาพ: เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ (INEB)
นำกิจกรรม: พระอิทธิยาวัธย์ สุวีรวราวุฒิ โชติปญฺโญ โครงการก่อการพระอาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ภิกษุณีธัมมกมลา ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม จ.สงขลา
เชิญชวนร่วมเรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง เพื่อค้นพบพลังแห่งจิตวิญญาณที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยั่งยืนและนำพาสังคมให้เป็นสุข ร่วมสำรวจเรื่องราวของคนชายขอบในสังคมไทย สัมผัสพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้าม ฟังคำบอกเล่าของพระและภิกษุณี ผู้ทำงานเกินกว่าบทบาทของผู้ประกอบพิธีกรรม แต่เพื่อยกระดับชีวิตของผู้ด้อยโอกาส และร่วมศึกษาความท้าทายบนเส้นทางของนักบวชหญิง และรับรู้ถึงความมุ่งมั่นในการอุทิศตนเพื่อให้ผู้คนพ้นทุกข์
ชมคลิปบันทึกเสวนาแบบย่อ
ชมคลิปบันทึกเสวนาแบบเต็ม
สรุปใจความสำคัญ
นำเสนองานขับเคลื่อนสังคมผ่านการปฏิบัติตนบนพื้นฐานแห่งปัญญา และความเปิดกว้าง ท่ามกลางกระแสความเสื่อมถอยของพุทธศาสนาที่สะท้อนผ่านพระผิดวินัยที่มีมากขึ้นในทุกวัน สองนักบวชในพุทธศาสนา พระอิทธิยาวัธย์ และภิกษุณีธัมมกมลา ท่านมาบอกเล่าถึงเรื่องราวของคนชายขอบในสังคมไทย และความท้าทายบนเส้นทางของนักบวชหญิง ที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นในการอุทิศตนเพื่อให้คนพ้นทุกข์
เวิร์กชอปนี้เปิดพื้นที่แห่งการรับฟังและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ นำเสียงของผู้ที่อยู่ชายขอบมาสู่พื้นที่วิชาการ เกริ่นนำด้วยบทกวีที่อ่านร่วมกันในวง “ฟังคำบอกเล่าของพระ ภิกษุณี และมนุษย์ล่องหน ที่ทำงานเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คนจากชายขอบ” และเชื้อเชิญให้ค่อยๆ ได้ทบทวนและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ทั้งภิกษุ ภิกษุณี ชาวมุสลิม ชาวไทยพุทธ และบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งมุมมองเกี่ยวกับการทำเพื่อสังคม มุมมองต่อบุคคลที่ถูกหลงลืมในสังคม และมุมมองเกี่ยวกับพุทธศาสนา
“กับใจที่เปิดกว้าง กับความคิดที่ไม่ยึดติด และกับร่างกายที่ไม่หลบหนี”
เริ่มต้นด้วยการสร้างความไว้วางใจ กับกิจกรรมฐานกาย ให้ผู้เข้าร่วมในทุกสถานะ ทั้งภิกษุ ภิกษุณี และบุคคลทั่วไป จับคู่ทำกิจกรรมร่วมกัน
จับคู่เดิมแล้วแบ่งปันเรื่องราวของคนที่ถูกมองข้ามในสังคมที่ตัวเองรู้จัก ให้คู่ของตนฟัง
มีการเรียนรู้แบบกลุ่ม รับฟังเสียงของทุกคน เพื่อเคลื่อนประเด็นและเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่เร่งรีบ ถอดคำออกมาเรียนรู้ร่วมกันทีละคำ ได้แก่ “พระ” พุทธะ” “ทำ”
เน้นย้ำใจความสำคัญเรื่องการรับฟังเสียงของกลุ่มคนชายขอบ การทำเพื่อสังคม การเปิดกว้างยอมรับทุกศาสนา ทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ
การร้อยเรียงกิจกรรมและให้แต่ละคนหมั่นสำรวจตนเอง ในช่วงต้นช่วยทลายกำแพงระหว่างความแตกต่างหลากหลาย ทั้งเพศและศาสนา พุทธกับมุสลิม ฆราวาสกับบรรพชิตได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่เคอะเขินหรือเกรงกลัวประหม่าเกินไป เมื่อเปิดวงสนทนานั้น ผู้เข้าร่วมตั้งใจรับฟังและเปิดใจในการพูดคุยกัน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นมีส่วนร่วม
ช่วงที่แต่ละคนประกาศความตั้งใจในการทำเพื่อสังคม เป็นดั่งวงศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ประกาศเจตนารมย์ร่วมกัน โดยมีเพื่อนเป็นประจักษ์พยาน ตัวอย่างคำประกาศของผู้เข้าร่วมบางส่วน เป็นต้นว่า นักสร้างภาพยนตร์อิสระ ตั้งใจจะทำภาพยนตร์เพื่อเผยแพร่ศาสนา ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตั้งใจผลักดันเรื่องความเปิดกว้างทางเพศสภาพในศาสนาพุทธให้มากขึ้น หลวงพี่ที่สอนเด็กอยู่บนดอยและต่อสู้เพื่อสิทธิของเด็กๆ ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนี้ต่อไป พี่น้องชายแดนใต้ตั้งใจทลายกำแพงพหุวัฒนธรรม อยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายได้อย่างสันติ และนักบวชบางท่านกล่าวถึงการอุทิศลมหายใจที่เหลือเพื่อศาสนาและสังคม
“จะตื่นรู้ได้ต้องมาจากการกระทำ การทำงานคือการปฏิบัติ การปฏิบัติคือการเคลื่อนไหว
จะทำงานจนกว่าลมหายใจจะหมด”
เรื่องราวจากผู้นำทางศาสนาที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดสันติภาพ เปิดประตูประสบการณ์แห่งการตื่นรู้ เชื่อมโยงผู้คน จุดประกายพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง แม้เราทุกคนอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทว่างานนี้ทำให้เห็นถึงคุณค่าและความงดงามของการผสมผสาน การทลายข้ามขอบแห่งศาสนา การอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เคารพกัน รับฟังกัน ไม่ตัดสินกัน การร่วมมือผ่านการตั้งปณิธานหรือเจตจำนงค์ที่จะทำหรือต่อสู้เพื่อสังคมในรูปแบบของตนเอง ช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณให้เป็นกุศลยิ่งขึ้น
“การเรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง นำไปสู่หนทางในการอุทิศตนเพื่อสังคม”
ผู้เขียน ทีมจัดการความรู้ สุขภาวะทางปัญญา' 68
บทสะท้อนจากเจ้าภาพห้องย่อย "พระ-พุทธะ-ทำ-เพื่อสังคม"
ก่อนถึงวันงาน
ย้อนกลับไปเมื่อบ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ได้มีการพูดคุยผ่าน Zoom ระหว่างเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ (INEB) กับผู้ประสานงานงานสุขภาวะทางปัญญา คุณเหน่ง เป็นครั้งแรก ในการพูดคุยครั้งนั้น คุณเหน่งได้สื่อถึงความหมายและความตั้งใจในการจัดงานสุขภาวะทางปัญญาครั้งที่สอง ซึ่งจะจัดขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ยินเกี่ยวกับงานนี้
การพูดคุยวันนั้นทำให้ผู้เขียนสะท้อนถึงสองประเด็นหลัก:
ลักษณะของงานวิชาการ – งานนี้ดูเหมือนเป็นพื้นที่สำหรับคนในเมือง กลุ่มชนชั้นกลางที่มี "การศึกษา" ผู้เขียนมองว่าความสุขและสุขภาวะในทุกด้านเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน และอยากให้คนชายขอบมีพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ แสดงความเห็น และร่วมสร้างสุขภาวะกับผู้อื่นด้วย อีกทั้งสังคมที่เป็นสุขคือสังคมที่คนทุกกลุ่มเป็นสุขได้ คุณเหน่งได้อธิบายว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่ ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ได้ฝากไว้เช่นกัน
การขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับนักบวชหญิง – INEB กำลังเริ่มโครงการสร้างเครือข่ายนักบวชหญิงในระดับภูมิภาค เราให้ความสำคัญในการทำงานกับภิกษุณี ซึ่งเป็นกลุ่มชายขอบในบริบทศาสนา และเห็นว่าการสร้างพื้นที่ในงานสุขภาวะทางปัญญาจะช่วยให้ภิกษุณีได้ปรากฏตัวและสร้างแรงกระเพื่อมต่อสาธารณะ
สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนจากการพูดคุยครั้งแรกกับทีมประสานงานสุขภาวะฯ คือความตั้งใจแน่วแน่ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ การเปิดใจรับฟัง และความจริงใจที่จะนำภิกษุณีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน รวมถึงการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ประกอบกับ INEB เองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสานต่องานที่เชื่อมโยงนักบวชกับการทำงานเพื่อสังคม การได้มีส่วนร่วมในงานสุขภาวะทางปัญญาจึงเป็นหมุดหมายที่ดียิ่ง
เราเชื่อมั่นว่าภิกษุณีมีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญของนักบวชในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ INEB จึงตั้งใจจัดเวิร์กชอปโดยเชิญภิกษุและภิกษุณีที่เคยทำงานร่วมกันในโครงการ “สังฆะเพื่อสันติภาพ" มาร่วมเป็นเจ้าภาพและออกแบบห้องเรียนรู้ร่วมกัน โครงการนี้ทำให้ INEB ได้ทำงานร่วมกับนักบวชพุทธมาเป็นเวลาสามปี นอกจากความเข้าใจที่มีร่วมกันในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจที่เปิดกว้างแล้ว พวกเรายังเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน
เจ้าภาพของห้องเรียนรู้
เจ้าภาพของห้องเรียนรู้นี้มีสามกลุ่มหลัก ได้แก่ เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ (INEB) ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ สงขลา และกลุ่มก่อการพระอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เจ้าภาพทั้งสามได้ทำงานร่วมกันและมีการประชุมเตรียมงานตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงวันงานในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568
ความหมายและความหวัง
การได้ร่วมทำงานกับกัลยาณมิตรเช่นนี้เป็นพรอันประเสริฐ และเรามีความเชื่อมั่นว่าการจัดอบรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ ไม่เพียงแต่สำหรับผู้เข้าร่วม แต่ยังรวมถึงพวกเราเองด้วย
การออกแบบพื้นที่
"เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อย"
“กัลยาณมิตร บนหนทางแห่งพระ-พุทธะ-ทำ-เพื่อสังคม”
“เริ่มด้วยฐานกาย ไม่ใช่ฐานความคิด”
ในการประชุมครั้งแรกของทีมผู้จัดห้องย่อย เราได้พูดคุยถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงการมีอยู่ของคนกลุ่มน้อยหรือคนชายขอบ และร่วมกันมองหาหนทางที่เราจะช่วยให้พวกเขา ซึ่งอยู่ร่วมกับเราแต่กลับถูกมองข้าม ได้มีพื้นที่ในการแสดงออกและทำให้เสียงของพวกเขาถูกได้ยิน
เรายังได้พูดถึงว่า หลายครั้งเมื่อเราพูดถึงเรื่องของจิตวิญญาณ มันมักถูกทำให้เป็นเรื่องโรแมนติก เป็นคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกดี แต่พวกเราอยากให้ห้องเรียนรู้นี้แตกต่างออกไป คำโปรยของห้องนี้จึงเป็นดังนี้:
เชิญชวนทุกท่านมาร่วมเรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง
เพื่อค้นพบพลังแห่งจิตวิญญาณที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยั่งยืน
และนำพาสังคมไปสู่ความสุข
ร่วมสำรวจเรื่องราวของคนชายขอบในสังคมไทย สัมผัสพลังของคนตัวเล็กๆ ที่มักถูกมองข้าม
ฟังคำบอกเล่าของพระและภิกษุณี ผู้ทำงานเพื่อยกระดับชีวิตของผู้ด้อยโอกาส
เกินกว่าบทบาทของผู้ประกอบพิธีกรรม
มาร่วมศึกษาความท้าทายบนเส้นทางของนักบวชหญิง
และรับรู้ถึงความมุ่งมั่นในการอุทิศตนเพื่อให้ผู้คนพ้นทุกข์
Workshop นี้จะพาคุณเปิดประสบการณ์แห่งการตื่นรู้ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน
และค้นพบปัญญาญาณในตนเอง
พร้อมทั้งจุดประกายพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนและสังคม
การเตรียมงานและการมีส่วนร่วม
ทุกขั้นตอนของการเตรียมงาน เราได้พูดคุย ตัดสินใจร่วมกัน และแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับมีจำกัด ไม่เพียงพอสำหรับค่าเดินทางของคณะวิทยากรที่มาจากภาคใต้ ทางภิกษุณีอารามได้ออกค่าใช้จ่ายบางส่วนเอง ขณะที่กลุ่มเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ขอใช้สิทธิ์เดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ เนื่องจากงบประมาณที่มีเพียงพอแค่สำหรับค่ารถไฟเดินทางกลับ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้มีความสำคัญต่อพวกเราทุกคน และเรายินดีหาทุนสนับสนุนในส่วนที่ขาดด้วยตัวเอง
การออกแบบกระบวนการ Workshop
เรามีความเห็นตรงกันว่า ต้องการให้ผู้เข้าร่วมเป็นเจ้าของการเรียนรู้ โจทย์ของการเรียนรู้จะไม่ได้มาจากเรา แต่จะมาจากใจของพวกเขาเอง
ช่วงแรก ของกิจกรรมจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย เชื่อมโยงผู้คนให้เข้าหากัน และทำให้พวกเขาเข้าใจเป้าหมายของการเข้าร่วมกิจกรรมนี้
ช่วงแลกเปลี่ยน จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแบ่งปันและสะท้อนประสบการณ์ของตนเอง เราจะพูดถึงประสบการณ์ที่เราอาจเคยเลือกปฏิบัติต่อคนชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นการรังเกียจ การลดทอนคุณค่า หรือการเพิกเฉยต่อพวกเขา นี่ไม่ใช่การสารภาพบาป แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันและตั้งปณิธานว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม
ช่วงสุดท้าย จะเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับโอกาสในการทำงานเพื่อสังคม โดยให้เกียรติและเคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม
ความท้าทายและความคาดหวัง
ก่อนวันงาน เราพบว่ามีความกังวลเกี่ยวกับสถานที่ เนื่องจากห้องประชุมของเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของงาน แต่ตั้งอยู่ในอาคารอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้าร่วมต้องใช้เวลาเดินทาง และอาจเกิดความสับสนในการค้นหาสถานที่ อีกทั้งจำนวนผู้ลงทะเบียนยืนยันการเข้าร่วมมีจำนวนน้อย
อย่างไรก็ตาม พวกเราเห็นตรงกันว่า ไม่ว่าจำนวนผู้เข้าร่วมจะเป็นเท่าไร จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเรียนรู้ และอย่างน้อยที่สุด ทีมวิทยากรของเรามีจำนวน 8 คนแล้ว หากไม่มีผู้เข้าร่วมเลย เราก็สามารถนั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเองได้!
การจัด Workshop ครั้งนี้เป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่ทุกเสียงมีค่า และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน
เราคาดหวังว่าในเวลาสองชั่วโมงร่วมกัน ทุกคนจะรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสนใจในสิ่งที่กระบวนกรนำเสนอ และได้ประสบการณ์ใหม่กลับไป
ในวันงาน
เมื่อถึงวันงาน ทีมเจ้าภาพทุกคนมาถึงก่อนเวลาเพื่อเตรียมความพร้อม นั่งพูดคุยและสำรวจพื้นที่ หลายคนได้เข้าชมนิทรรศการและฟังปาฐกถาที่เวทีกลาง เราพบว่าปัญหาเรื่องสถานที่เป็นไปตามที่คาด ห้องของเราอยู่ในมุมที่เดินทางเข้าถึงได้ยากและซับซ้อนพอสมควร อย่างไรก็ตาม ทีมวิทยากรของเรามีจิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหว ทุกคนมีความมั่นใจและอบอุ่นใจ แม้ว่าผู้เข้าร่วมจะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับการทำกิจกรรม
เมื่อมาถึงห้อง เราร่วมกันตกแต่งให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยแขวนธงมนตราด้านหลังห้อง และจัดบอร์ดด้านหน้าเพื่อใช้ในกิจกรรมสุดท้าย (คือการแขวนบทปณิธานของผู้เข้าร่วม อันเปรียบเสมือนมนตราที่เราร่วมกันสร้างเพื่อสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรม) นอกจากนี้ ยังมีการเชิญระฆังเสียงกังวานมานำทุกคนเข้าสู่ความสงบก่อนเริ่มกิจกรรม
กิจกรรมที่เปลี่ยนมุมมอง
หนึ่งในสิ่งที่เราภูมิใจคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่ผู้คนเคยชิน เช่น เราไม่เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวทันที เพราะการบอกว่าเราทำงานอะไรหรือมาจากไหน อาจทำให้เกิดอคติหรือบทสรุปเกี่ยวกับบุคคลตรงหน้า เราต้องการให้ผู้เข้าร่วมสัมพันธ์กันบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันก่อน
ฐานกาย: การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
กิจกรรมแรกเริ่มด้วยฐานกาย ทีมงานเตรียมผ้าเช็ดหน้าใหม่หลายหลากลายที่น่ารักให้ทุกคน ผู้เข้าร่วมเลือกนั่งบนเก้าอี้ที่มีผ้าเช็ดหน้าที่เขาถูกใจ จากนั้นเราเริ่มกิจกรรมโดยให้จับคู่กันถือปลายผ้าเช็ดหน้าคนละข้าง โดยมีการเล่นสามรอบ:
ฝ่ายหนึ่งนำทาง อีกฝ่ายตามโดยไม่ขัดขืน
ฝ่ายนำถูกอีกฝ่ายขัดขืนเต็มที่
ทั้งสองฝ่ายผลัดกันนำ ช่วยกันเดินไปด้วยกัน
จากนั้น ผู้เข้าร่วมสะท้อนความรู้สึก เช่น "การนำตลอดเวลาทำให้รู้สึกเหนื่อย" หรือ "การขัดขืนไม่ทำให้รู้สึกเป็นสุข" กิจกรรมนี้ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในมิติต่างๆ การใช้ผ้าเช็ดหน้าแทนการสัมผัสตรง ยังช่วยให้พระภิกษุสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่ผิดวินัย นี่เป็นกุศโลบายที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างแท้จริง
พลังของคนตัวเล็กตัวน้อย
Workshop นี้เปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนักบวชหญิง ทั้งเยาวชนและผู้สูงวัย ได้เป็นผู้นำกระบวนการ ให้เสียงของพวกเขาเปล่งกังวานในห้องประชุม ทุกคนอ่านช่วยกันบทกวีคนละตอน ในขณะที่ผู้เข้าร่วมยังอยู่ในสมาธิ ลำดับของการอ่านคือเริ่มจากคนที่อายุน้อยที่สุดในทีม
“พระ-พุทธะ-ทำ-เพื่อสังคม”
มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เป็นเพื่อนกับพระ ร่วมเป็นสังฆะ
ก้าวข้ามพรมแดนความเข้าใจ สู่จินตนาการใหม่
สำรวจการเรียนรู้ธรรมะผ่านชีวิตมนุษย์
ดื่มด่ำตำนานชีวิต เลือดเนื้อ เรื่องราว ตัวตน ผู้คนหลากหลาย
ที่อยู่ร่วมสังคมและพื้นที่เดียวกัน แต่กลับถูกหลงลืม
เผชิญหน้ากับความท้าทาย ความสั่นไหวเปราะบาง
เชื่อมโยงหัวใจจากคนตัวเล็กๆ มนุษย์ล่องหนจากทุกภาค
สะท้อนความหมายที่อยู่เหนือการตัดสินตีตรา
หลอมรวมคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน
ประสบการณ์ล้ำค่า ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ที่อาจเปลี่ยนแว่นการมองสังคม และท่าทีต่อเพื่อนมนุษย์ของเรา
ร่วมเรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง
เพื่อค้นพบพลังแห่งความกรุณา ความกล้าหาญ
บ่มเพาะศานติในเรือนใจ หยั่งรากสัมมาทิฏฐิ
สร้างความเปลี่ยนแปลงภายในอย่างยั่งยืน
ฟังคำบอกเล่าของพระ ภิกษุณี และมนุษย์ล่องหน
ที่ทำงานเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คนจากชายขอบ
สำรวจเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นความหวังในสังคมไทย
ท่ามกลางสายลมแห่งยุคสมัย
และความท้าทายบนเส้นทางของนักบวช
เปิดประสบการณ์แห่งการตื่นรู้ เชื่อมโยงผู้คน
จุดประกายพลังในการร่วมเป็นฟันเฟือง นำพาให้สังคมเป็นสุข
ผู้เข้าร่วมเลือกคำที่จับใจขึ้นมา 1 คำแล้วเขียนคำนั้นลงบนกระดาษ จากกิจกรรมนี้ เราสามารถเข้าใจแรงจูงใจ หรือแรงบันดาลใจของแต่ละท่านที่เข้าร่วม workshop ว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาคืออะไร เช่นบางคนเลือกคำว่า “เป็นเพื่อนกับพระ”, “เผชิญกับความสั่นไหวเปราะบาง”, “เรียนรู้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง”, “สร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน”, เป็นต้น จากนั้นก็มีการจับกลุ่มกันนั่งคุยกับคนอื่นที่เลือกคำเดียวกันหรือคำที่มีความหมายคล้ายกัน นี่คือการจัดกลุ่มบนฐานของความสนใจที่ใกล้เคียงกัน
การเชื่อมโยงกับหัวข้อ พระ-พุทธะ-ทำ-เพื่อสังคม
ในช่วงสุดท้าย เรานั่งล้อมวงใหญ่และสัมภาษณ์ทีมเยาวชนต้นกล้าเกี่ยวกับความหมายของ "พระ" ในสายตาพวกเขา หนึ่งในเยาวชนมุสลิมกล่าวว่าแม้เขาไม่เคยเข้าใจพุทธศาสนามาก่อน แต่เขาสัมผัสได้ถึงพระที่ทำงานเพื่อสันติภาพ
เมื่อถามพระสงฆ์รูปหนึ่งเกี่ยวกับคำว่า "พุทธะ" หรือการตื่นรู้ ท่านกล่าวว่า "การตื่นรู้ของเราคือการเห็นความโง่เขลาของตัวเอง ไม่ใช่การสั่งสอนผู้อื่น"
จากนั้น เราถามภิกษุณีถึงความหมายของ "ทำ/ธรรม" ท่านทำงานมากมายไปเพื่ออะไรคำตอบคือ “เพื่อให้ผู้คนพ้นทุกข์"
ปิดท้ายด้วยคำถาม "เพื่อสังคม" ให้ทุกคนที่นั่งล้อมวงอยู่สะท้อนถึงสังคมที่พวกเขาต้องการเห็น เขียนลงบนกระดาษ post-it จากนั้นแนะนำตัวพร้อมสิ่งที่เขียนบนกระดาษ
ปิดท้ายด้วยสัญญาแห่งมนตรา
ช่วงสุดท้าย เวลากระชั้นมาก ทำให้ต้องขยายเวลาออกไปประมาณ 5 นาที แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากทีมจัดงาน (ต้องขออภัยมาณที่นี้) แต่ห้องของเราจบลงอย่างสมบูรณ์ ผู้เข้าร่วมได้นำกระดาษปณิธานของตนมาแขวนไว้ เปรียบเสมือนธงแห่งมนตรา เป็นสัญญาร่วมกันว่าจะเดินบนเส้นทางนี้เพื่อทำประโยชน์ให้สังคมต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้น
การทำงานร่วมกับทีมในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของบุคคลที่มักไม่มีพื้นที่ในสังคม และในขณะเดียวกันก็ได้ค้นพบความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างนักบวชและฆราวาส ซึ่งในสังคมไทย ช่องว่างระหว่างสองกลุ่มนี้ยังคงกว้างใหญ่ ความเป็นเพื่อนแทบไม่มีอยู่จริง และมักถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่สมควร ขณะเดียวกัน พระสงฆ์และภิกษุณีเองก็ไม่สามารถแสดงความเปราะบางออกมาได้ เนื่องจากถูกคาดหวังให้เป็นผู้รู้ ผู้สอน อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พระเองอาจมีสิ่งที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก
ตลอดช่วงเวลาเพียงสองชั่วโมงในเวิร์กชอปของเรา เราได้ร่วมกันพังทลายกำแพงที่สังคมกำหนด และสร้างพื้นที่แห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน นี่เป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง กิจกรรมแรกของการดึงพากันโดยมีผ้าเช็ดหน้าเป็นตัวเชื่อม เป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกและมีความหมายลุ่มลึก
เสียงสะท้อนจากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากชายแดนเล่าว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบภิกษุณีตัวจริง และได้สนทนาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ท่านยังเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยมีอคติต่อชาวมุสลิม แต่เมื่อได้พบปะและพูดคุยกับกลุ่มเยาวชนที่มาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ท่านกลับรู้สึกว่าสามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง เพราะต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีความหวังและความฝันเช่นเดียวกัน ประสบการณ์นี้ทำให้อคติที่เคยมีค่อยๆ สลายไป และเปิดประตูสู่ความเข้าใจระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ทีมงานทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกันสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่สามเณรีและเยาวชนชายขอบได้มีโอกาสขึ้นมามีบทบาทบนเวทีวิชาการที่ทรงพลัง นับเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้พวกเขามีพลังในการก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางของตนเอง พวกเขาได้รับพลังจากกันและกัน และประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ องค์กร INEB ยังสามารถสานต่อความสัมพันธ์กับภิกษุและภิกษุณีในเครือข่ายของเราได้อย่างแน่นแฟ้นขึ้น สิ่งนี้เป็นก้าวสำคัญของการทำงานด้านสันติภาพและความเข้าใจข้ามพรมแดนศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของงานครั้งนี้
ความเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมายของการจัดงาน
“จากสันติภายในใจ สู่สันติภาพของสังคม”
“จิตวิญญาณ การร่วมทุกข์ ความหวัง”
เวิร์กชอปของเราตอบโจทย์แนวคิดเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้งและเป็นรูปธรรม กิจกรรมของเราเริ่มต้นจากการให้แต่ละคนได้สำรวจตัวตนอย่างแท้จริง โดยไม่ติดป้ายตัวตนหรือบทบาทใดๆ จากนั้น เราได้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนรับฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของกันและกัน ในฐานะมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม
เราจบเวิร์กชอปด้วยการให้ทุกคนตั้งปณิธานต่อสังคม เขียนคำที่จับใจลงบนกระดาษ และนำไปแขวนไว้เสมือนเป็นธงมนตราที่จะโบกสะบัดไปตามสายลม เพื่อนำพาคำอธิษฐานเหล่านี้สู่โลกใบนี้
ที่สำคัญที่สุดคือ เรานำเสียงของผู้ที่สังคมมักมองข้ามมาสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาเป็นเพียงผู้ถูกฟัง แต่เพื่อให้พวกเขาได้เป็นผู้ส่งสาร พลังของการสร้างสันติภาพในสังคมเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ให้กับคนชายขอบ ให้พวกเขามีโอกาสเปล่งเสียงของตนเอง โดยไม่ถูกเสียงของผู้มีอำนาจกลบไป
นี่คือหัวใจของการทำงานเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสำหรับตัวผู้เขียนเองคือการเข้าใจลักษณะการทำงานของงานวิชาการ ว่ามีขั้นตอนและกระบวนการอย่างไรบ้าง แม้ว่า workshop ของเราจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 แต่เบื้องหลังของงานนั้นเต็มไปด้วยการประชุม การเตรียมตัว และการพูดคุยที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังวันงาน ซึ่งล้วนใช้เวลาและพลังงานมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีงานประจำและทำงานเต็มเวลาอยู่แล้ว การจัดสรรเวลาเพื่อเข้าร่วมประชุมและประสานงานเป็นสิ่งที่ท้าทาย อย่างไรก็ดี นี่เป็นประสบการณ์ที่ดีและเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
การได้ร่วมมือกับกัลยาณมิตรเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่มีความหมายและเป็นประโยชน์บนเวทีสาธารณะของงานสุขภาวะทางปัญญาครั้งที่ 2 นับเป็นความภาคภูมิใจของข้าพเจ้า ขณะเดียวกัน ความสำเร็จในการนำนักบวชหญิงเข้าสู่พื้นที่นี้ ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของพวกเขา โดยหวังว่าในอนาคต สังคมไทยจะเปิดรับและให้สิทธิ์อันเท่าเทียมแก่นักบวชหญิงมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุด ข้อเสนอที่มีคือการส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ทำงานด้านวิชาการ และผู้ที่ทำงานในระดับรากหญ้ามากขึ้น โดยอาจต้องมีการปรับกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่นขึ้น เช่น ลดความเป็นทางการในบางส่วนของงานวิชาการ โดยเฉพาะในขั้นตอนของการเขียนรายงาน และการนำเสนอที่อยู่ในรูปแบบทางวิชาการ อาจใช้วิธีการพูดคุยหรือสัมภาษณ์แทน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานมีความเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ฝ่ายประเมินผลที่เข้ามาสัมภาษณ์หลังจบงานได้แสดงให้เห็นว่าแนวทางนี้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นสำคัญคือ ควรมีความพยายามในการหาแหล่งทุนสนับสนุนให้กับองค์กรรากหญ้าต่างๆ ที่ทำงานด้วยทรัพยากรอันจำกัด หากมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกับ สสส. หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่โอกาสในการสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติสามารถเป็นที่ปรึกษาและเชื่อมต่อกับผู้ที่ทำงานด้านจิตวิญญาณ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและสันติภาพ และโดยเฉพาะงานที่มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพของนักบวชหญิง เพื่อให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมและสามารถมีบทบาทที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในสังคม









Comments